ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเกือบ 9% ในวันพุธ และมีแนวโน้มทำสถิติร่วงรายสัปดาห์หนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พร้อมครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเพิ่มขึ้น และเปิดทางให้สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยุติลงเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ

ข้อมูลตลาดระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับลดลงเกือบ 9% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาลดลงสะสมเกือบ 17% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป จะเป็นการปรับตัวลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2563 ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงประมาณ 8% ในวันเดียว และลดลงสะสม 15% ในสัปดาห์นี้

มานิช ราช กรรมการผู้จัดการบริษัท Velandera Energy Partners กล่าวว่า การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันควบคู่กับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น สะท้อนการเดิมพันของนักลงทุนว่า ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังเปลี่ยนแนวทางการรับมือสงครามอิหร่าน และทำให้ต้นทุนทางการเมืองของการเดินหน้าความขัดแย้งสูงเกินกว่าที่ทำเนียบขาวจะรับได้

เขาระบุว่า ตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติเร็วขึ้น แทนที่จะเกิดการยกระดับความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งสะท้อนความคาดหวังว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวงกว้าง โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 2.9% ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.1% และดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 1.9% หลังผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองบางส่วน

เจเรมี ริชาร์ดสัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนอาวุโสด้านหุ้นทั่วโลกของ RBC Global Asset Management ระบุว่า การที่พรรคเดโมแครตเข้าควบคุมสภาคองเกรสทำให้พรรคมีช่องทางใหม่ในการใช้อิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศผ่านการพิจารณางบประมาณทางทหาร โดยการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเพิ่มแรงจูงใจให้รัฐบาลหันไปทำข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม จอร์แดน ริซซูโต หุ้นส่วนผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ GammaRoad Capital Partners เตือนว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดทางออกทางการทูตเพื่อยุติสงครามอิหร่านในระยะใกล้อาจยังอยู่ห่างไกล

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงอย่างหนักตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยทั้งน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ร่วงลงมากกว่า 7% เมื่อวันจันทร์ หลังมีรายงานเกี่ยวกับความพยายามไกล่เกลี่ยทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ด้านเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ โดยตำหนิสงครามอิหร่านว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่ราชมองว่า คำยอมรับดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความเชื่อของตลาดว่า ทิศทางทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไปสู่การแสวงหาสันติภาพและการลดราคาพลังงานภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ราชระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตามองไม่ใช่เพียงผลการเลือกตั้ง แต่เป็นความเชื่อที่เพิ่มขึ้นว่าสภาคองเกรสอาจทำให้การอนุมัติงบประมาณเพื่อทำสงครามยืดเยื้อเป็นเรื่องยากขึ้น และการโจมตีทางทหารเพิ่มเติมอาจเผชิญแรงต้านทางการเมืองมากกว่าเดิม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคต้องจ่ายปรับลดลง

แม้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ จะลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังอยู่สูงกว่าระดับเดียวกันของปีก่อน โดยริซซูโตระบุว่าราคาจำเป็นต้องปรับลดลงอีกเพื่อช่วยสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดน้ำมันจริงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น (Crack Spreads) ซึ่งเคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ได้ปรับลดลงแล้ว ช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคาดังกล่าวยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นยังไม่คลี่คลายทั้งหมด

ริซซูโตกล่าวว่า แม้เงินเฟ้ออาจเริ่มผ่อนคลายตามราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่แรงกดดันด้านราคาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา MarketWatch