บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างจำกัดในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว การเงิน อาหารและเครื่องดื่ม และนิคมอุตสาหกรรมมีโอกาสได้รับประโยชน์
เมย์แบงก์ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส แต่เป็นขนาดของชัยชนะ โดยพรรคสามารถคว้าชัยในทุกที่นั่งของวุฒิสภาที่มีการแข่งขันสูสี คาดว่าจะมีที่นั่งอย่างน้อย 54 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง และได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 255 จากทั้งหมด 418 ที่นั่ง สูงกว่าประมาณการก่อนเลือกตั้งในกรณีดีที่สุดที่ระดับ 240 กว่าที่นั่ง
ผลดังกล่าวสะท้อนความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจเปิดทางให้พรรคเดโมแครตผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญหลายด้าน ทั้งสงครามในอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากร และการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
พลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์เผชิญแรงกดดัน
เมย์แบงก์ประเมินว่า หากสงครามในอิหร่านยุติลง ราคาน้ำมันอาจปรับฐานลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีแรงจูงใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยยังคงประมาณการราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2570 ขณะที่ค่าการกลั่นก็มีโอกาสปรับลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
อีกปัจจัยคือแนวโน้มการยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในสหรัฐฯ อาจเผชิญกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น จากกระแสต่อต้านของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และจำกัดโอกาสการเติบโตของบริษัท DELTA และ HANA
ท่องเที่ยว-การเงิน-อาหารและเครื่องดื่มมีโอกาสรับประโยชน์
ในทางกลับกัน เมย์แบงก์มองว่ากลุ่มท่องเที่ยวมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการยุติสงครามและราคาน้ำมันที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ หุ้นที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ AOT, BA และ AWC
ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มอาจได้รับประโยชน์จากการยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรที่ยังเหลืออยู่ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะบริษัท TU และ ITC
ขณะที่กลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค เช่น TIDLOR และ MTC มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลงและการยกเลิกมาตรการภาษี ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดยพิจารณาจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Futures และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
นอกจากนี้ การเข้มงวดกฎระเบียบการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ อาจกลายเป็นโอกาสของประเทศไทย หากการลงทุนบางส่วนเปลี่ยนทิศทางมายังภูมิภาคอื่น โดยเมย์แบงก์มองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้างอาจได้รับประโยชน์ ได้แก่ AMATA และ STECON
ทั้งนี้ เมย์แบงก์ประเมินว่า แม้การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ จะสร้างความแตกต่างต่อแนวโน้มของแต่ละอุตสาหกรรม แต่ผลกระทบโดยรวมต่อตลาดหุ้นไทยในระยะกลางยังอยู่ในระดับจำกัด โดยนักลงทุนควรติดตามทิศทางนโยบายด้านสงครามการค้า พลังงาน และการกำกับดูแลเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคธุรกิจและกระแสการลงทุนระหว่างประเทศ
